แบบทดสอบที่1

1. ให้นักศึกษาเลือกอภิปรายคุณลักษณะของ search engine ของยาฮู กับ search engine ของกูเกิล มาอย่างละเอียด พร้อมเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง search engine ทั้งสองมาโดยสังเขป

Google (www.Google.com) เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการในการค้นหาข้อมูลในโลกของอินเตอร์เน็ต โดยค้นหาข้อมูลจากข้อความ หรือตัวอักษรที่พิมพ์เข้าไป แล้วทำการค้นหาข้อมูล รูปภาพ หรือเว็บเพจที่เกี่ยวข้องนำมาแสดงผล เว็บไซต์ Google ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ต้องการค้นหาข้อมูล

เว็บไซต์ Google แบ่งหมวดหมู่ของการค้นหาออกเป็น 4 หมวดหมู่ด้วยกัน ดังนี้คือ

เว็บ (Web) เป็นการค้นหาข้อมูลในรูปแบบของเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลก โดยการแสดงผลจะแสดงเว็บไซต์ที่มีคำที่เป็น Keyword อยู่ภายเว็บไซต์นั้น

รูปภาพ (Images) เป็นการค้นหารูปภาพจากการแปลคำ Keyword

กลุ่มข่าว (News)เป็นการค้นหาข้อมูลที่เป็นเนื้อหาที่อยู่ในข่าว ซึ่งมีการระบุชื่อผู้เขียนข่าว, หัวข้อข่าว, วันที่และเวลาที่โพสต์ข่าว

สารบบเว็บ (Web Directory) Google มีการจัดประเภทของเว็บไซต์ออกเป็นหมวดหมู่ ซึ่งเราสามารถค้นหาเว็บในเรื่องที่ต้องการตามหมวดหมู่ที่มีอยู่แล้วได้เลย

Yahoo! คือบริษัทผู้ให้บริการ อินเตอร์เน็ตซึ่งประกอบไปด้วยเว็บท่า, เสิร์เอนจิน, Yahoo! คล้ายกับเว็บเสิร์ชเอนจิน และเว็บไดเร็คทอรี่หลายๆ แห่ง สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์ ยาฮู! ยังคงเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลกอินเทอร์เน็ต ด้วยจำนวนผู้ใช้ 412 ล้านคน เครือข่ายของยาฮู! ทั่วโลกมีเพจวิวโดยเฉลี่ยกว่า 3.4 พันล้านหน้าต่อวัน

ความแตกต่างระหว่าง search engine ทั้งสอง

Googleไม่ว่าจะค้นหาอะไร ก็จะปรากฎข้อมูลขึ้นมาแม้ไม่ใช่ข้อมูลที่ต้องการ 100% แต่ก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการ มีจำนวนข้อมูลเยอะ (แต่บางทีก็เจอพวกเว็บลิงค์ spam keyword) ค้นหาได้เร็วและรูปแบบก็สะดวกในใช้งานไม่รกหูรกตา อัลกอลิธึมในการจัดอันดับไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน เพื่อให้ผลการค้นหาใกล้เคียงกับความต้องการของคนค้นมากที่สุด ขณะที่ Yahoo ค้นหาข้อมูลแล้วอาจไม่เจอข้อมูลในสิ่งที่ต้องการทั้งหมด `และค่อนข้างค้นหาได้ช้า เมื่อเทียบกับ google รูปแบบที่สะดวกและการใช้งานยากกว่า google เป็นต้น

2. ให้นักศึกษาวิพากย์ถึงการนำพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ..2540 มาใช้ในการรายงานข่าวให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร
แม้จะมีการบังคับใช้กฏหมายมากกว่า 13 ปี แต่ก็ยังไม่แน่ใจสามารถบังคับใช้ได้จริงหรือไม่ จากการสังเกตพบว่า คำวินิจฉัยของกรรมการข้อมูลข่าวสารนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่สามารถแยกแยะประเด็นที่เป็นสาธารณะส่วนตัว หรือตนเองเป็นผู้ถูกกระทำได้ โดยเฉพาะการผิดระเบียบวินัยซ้ำๆ ก็ไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นบรรทัดฐาน ปัจจุบันหน่วยงานเหล่านี้กลับมีความคิดล้าหลัง เพียงแค่ข้อมูลการประชุมคณะกรรมาธิการยังไม่ได้รับการเปิดเผย

ตามมาตรา 9 ตอนหนึ่งกล่าวว่า บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิขอตรวจดูข้อมูลได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางกลับกันเนื้อหาสาระที่จำเป็นจะต้องเปิดเผยนั้น ยังมีความครอบคลุมไม่เพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมามีแต่ข้อบัญญัติให้เปิดเผยเพียงเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ที่ราชการต้องร่วมทุนกับเอกชนเพียงเท่านั้น ทั้งที่ควรจะมีอีกหลายประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ

เช่น กรณีการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือครองที่ดิน แม้จะเป็นเรื่องของบุคคล แต่ต้องคำนึงถึงด้วยว่า ที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีจำนวนจำกัด แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างกรมที่ดินกลับมีมาตรการ “ไม่ซื้อ ไม่ขาย ไม่มีทางเปิดเผย” เหล่านี้ควรให้อำนาจประชาชนในการเข้าถึงข้อมูล คงไม่ต้องรอให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน ถึงจะรู้ว่าถือครองที่ดินไว้เท่าไหร่ นั่นอาจรวมถึงการเปิดเผยรายชื่อเจ้าของทะเบียนรถยนต์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม เนื่องจากรถยนต์สามารถใช้ก่ออาชญากรรมได้ หากทำมาตรานี้ให้สมบูรณ์ จะก่อให้เกิดการทำงานในเชิงรุกที่ชัดเจน

การสร้างขั้นตอนที่ยืดเยื้อยาวนานเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมากฏหมายกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 30 วัน แต่สถานการณ์จริงกินเวลาเป็น 2 – 3 เดือน ทำให้เกิดต้นทุนในการขอข้อมูลที่สูงมาก ซึ่งควรจัดระบบใหม่ให้เหมือนรูปแบบงานธนาคาร ที่เข้ามากรอกข้อมูลขอเอกสาร ก็รอรับได้ทันที เว้นแต่ว่าเป็นกรณีที่มีความอ่อนไหว หรือคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศชาติ จึงทำเรื่องอุทธรณ์ขึ้นมา ทั้งนี้ตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นล้มเหลวคือ 13 ปีที่ผ่านมามีคำอุทธรณ์ คำวินิจฉัยเกิดขึ้นมากมาย นั่นเท่ากับว่าประสิทธิภาพในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของทุกหน่วยงานนั้นยัง เป็นปัญหาใหญ่

ในขณะเดียวกันการบังคับใช้กฏหมายข้อมูลข่าวสาร ควรแก้ไขให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยดูจากเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารนั้น อย่างเช่น กรณี ทรู คอร์ปอเรชั่น เข้าซื้อกิจการโทรศัพท์มือถือของบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส หรือฮัทช์ แม้จะเป็นการทำธุรกิจของภาคเอกชน แต่ตัวสินค้าเป็นโครงข่ายบริการสาธารณะ ที่มีผลกระทบกับสังคมวงกว้าง ประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้รับทราบข้อมูลเหล่านี้

3. ให้อภิปรายถึงผลกระทบต่อการใช้คอมพิวเตอร์ในประเทศไทยภายหลังจากที่มีพระราชบัญญติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ..2550

 คอมพิวเตอร์เป็นเสมือนปัจจัยที่หก ใครๆ ก็ใช้คอมพิวเตอร์ ใครๆก็รู้จักคอมพิวเตอร์กันทั้งนั้น แต่มันอาจจะกลายเป็นดาบสองคมเพราะว่า ถ้าเกิดใช้ในทางที่ดีก็คงจะไม่กระทบกับใครแต่ถ้าใช้ไปในทางที่ผิดอาจะไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของคนอื่นก็เป็นได้ จึงต้องมีกฎหมายออกมาควบคุมการกระทำดังกล่าว

แต่ พรบ. ดังกล่าวก็อาจจะดูไม่ยุติธรรมจนเกินไปสำหรับปะชาชนที่ใช้คอมพิวเตอร์ เพราะบางมาตรการก็ดูจะโหดร้ายมากเกิไป อย่างเช่น มาตรา 24 (2) นำสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงองประเทศ หรือ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ตามดุลยพืนิจของเจ้าน่าที่รัฐ ซึ่งดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างเดียวกันกับ ตามอารมณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ อันนี้ก็ไม่แน่ใจ

บางมาตราบอกว่า ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือทั้งจะทั้งปรับ เพราะ เมื่อคุณเปิดคอมพิวเตอร์และใช้งานอินเตอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ของคุณก็จะเริ่มทำสำเนาข้อมูลที่คุณเข้าดุหรือคุณอ่านทันที่ อยู่เป็นธรรมชาติของคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว

และกับคำนิยามความผิดที่แสนจะกำกวมและครอบจักรวาล เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะสามารถบังคับใช้ได้อย่างทั่วถึง อาจจะมีไว้ใช้สำหรับคนที่ต้องการให้ได้รับโทษหรือไม่ อันนี้ก็ไม่แน่ใจ

4. นักศึกษาอภิบายถึงเครื่องมือที่อยู่บนอินเตอร์เน็ตที่สามารถนำมาทำการสืบค้นหาข้อมูลประกอบการรายงานข่าวมาให้เข้าใจ

เครื่องมือหรือโปรแกรมสําหรับการสืบค้น (Search Engine) มีอยู่มากมายและมีให้บริการอยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่ใช้บริการการสืบค้นข้อมูลโดยเฉพาะ การเลือกใช้นั้นขึ้นกับประเภทของข้อมูลสารสนเทศที่ต้องการสืบค้น Search Engine ต่างๆ จะให้ข้อมูลที่มีความลึกในแง่มุมหรือศาสตร์ต่างๆ ไม่เท่ากัน ตัวอย่าง Search Engine ที่นิยมใช้มีทั้งเว็บไซต์ที่เป็นของต่างประเทศ และของไทยเอง ตัวอย่าง

เว็บไซต์ของต่างประเทศ ได้แก่ http://www.yahoo.com http://www.google.com http://www.infoseek.com http://www.ultraseek.com http://www.lycos.com http://www.excite.com http://www.altavista.digital.com http://www.opentext.com http://www.hotbot.com http://www.webcrawler.com http://www.dejanews.com http://www.elnet.net เป็นต้น สาหรับเวบไซต์ ของไทยได้แก่ http://www.sanook.com http://www.siamguru.com เป็นต้นนอกจากนี้เว็บไซต์งานวิจัยที่น่าสนใจ ได้แก่

สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นองค์กรที่ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนากระบวนการส่งเสริมสุขภาพอันนําไปสู่ภาวะสุขภาพที่ยังยืนของประชาชนและสังคมไทย เว็บไซต์คือ http://www.thaihealth.or.th ซึ่งเผยแพร่โครงการและงานวิจัยเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ได้รับทุนอุดหนุนจาก สสส. การให้ทุนสนับสนุนโครงการและงานวิจัยต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการสร้าง เสรมสุขภาพที่น่าสนใจต่างๆ

สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นองค์กรกลางเกี่ยวกับการวิจัยของประเทศไทย ในด้านวิทยาศาสตร์โดยแบ่งออกเป็น 6 สาขา ได้แก่ สาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ เคมีและเภสัช วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เกษตรศาสตร์และวนศาสตร์ และสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรม เว็บไซต์คือ http://www.nrct.net เผยแพร่ข้อมูล ความรู้การวิจัยของประเทศไทย แหล่งรวม งานวิจัยที่ได้รับรางวัล ระเบียบและข้อกําหนดต่างๆ เกี่ยวกับการวิจัย และ การขอทนอุ ดหนุนการวิจัยของ วช. ทั้งนี้ภายในเว็บไซต์ของ วช. ยังมีเวบไชต์ห้องสมุดงานวิจัย สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) คือ http://www.riclib.nrct.go.th เว็บไซต์นี้ได้รวบรวมและเผยแพร่รายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ของประเทศที่หน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาจัดส่งให้ห้องสมุดงานวิจัย ทั้งแบบรายงานเล่มและวารสาร

สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) องค์กรท่ีให้การสนับสนุนงานวิจัย เพื่อให้การบริหารงานวิจัยเป็นไปอย่างคล่องตัว เว็บไซต์คือ http://www.trf.or.th มีการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ งานวิจัยที่ไดร้บทุนบทความทางวิชาการและเวบไซต์ที่เกี่ยวข่องกับหน่วยงานวิจัย และฐานความรการวิจัยต่างๆ

สำนักงานสถิติแห่งชาติองค์กรหลักในการบริหารจัดการด้านสถิติของประเทศ และเป็นศูนย์กลางข้อมูลสถิติที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้ประเทศไทยได้มีข้อมูลสถิติที่มีคุณภาพสําหรับใช้ในการตัดสินใจ

เว็บไซต์ดังกล่าวคือ http://www.nso.go.th ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลเชิงสถิติต่างๆ ของประเทศไทย เช่น ข้อมูลการสํามะโน ข้อมูลการสํารวจ ข้อมูลความคิดเห็นของประชาชนในเรื่องต่างๆ และสาระน่ารู้เกี่ยวกับสถิติและการวิจัย

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTECH) องค์กรที่ทั้งให้ทุนสนับสนุนการวิจัยในภาครัฐ และดําเนินการวิจัยเอง เพื่อเร่งให้ผลงานวิจัยเกิดผลจริงในภาคอุตสาหกรรมการให้บริการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์โทรคมนาคมและสารสนเทศเวบไซต์ คือ http://www.nectec.or.th/tindex.html มีการเผยแพร่ความรู้การวิจัยพัฒนาออกแบบและวิศวกรรมการถายเทคโนโลยีการพัฒนาบุคลากรและนโยบายและโครงสรางพื้นฐาน

ฐานข้อมูลการวิจัยด้านแรงงาน กลุ่มงานวิจัยร่วมกับบรรณารักษ์ห้องสมุดหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน ไดรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล ด้านแรงงานในเวบไซต์คือ http://research.mol.go.th

ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี (ศสท.) หรือ Technical Information Access Center (TIAC) เป็นหน่วยงานที่ให้บริการสารสนเทศ และแหล่งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศสท. ได้รวบรวม จัดเก็บ และให้บริการสารสนเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีธุรกิจ และอุตสาหกรรม ศสท. ยังมีการเชื่อมโยงไปยังฐานข้อมูลที่ น่าสนใจ อีกหลายเว็บไซต์

ฐานข้อมูลการวิจัยการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เป็นของสํานักงานกรรมการการศึกษาแห่งชาติเว็บไซต์คือ http://www.thaiedresearch.org/result/index.htm ที่ประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกั บผลงานวิ จัยประวัติ นักวิจัย บทความวิจัยขาวสารวิจ้ย และข้อคิดเห็นทางด้านการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

วิชาการดอทคอม เว็บไซต์คือ http://www.vcharkarn.com มีการเผยแพร่องค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีพลังงาน ศิลปศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และสาขาวิชาอื่นๆที่น่าสนใจมากมาย

วัดผลจุดคอม เว็บไซต์คือ http://www.watpon.com มีการเผยแพร่ความรู้ทางด้านการวัดและประเมินผล การวิจัยและสถิติศาสตร์รวมทั้งมีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องการวิจัยและสถติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย

 

5 ให้อภิปรายถึงคุณประโยชน์ของการนำเอาโปรแกรม Excels มาใช้ในการจัดเตรียมข้อมูลโดยสังเขป

Excel เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยสร้างข้อมูล บันทึก และนำแสดงข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขออกมาเป็นแผนภูมิและกราฟ ให้กับวงการธุรกิจ ซึ่งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเงื่อนไขต่างๆ เพื่อดูผลลัพธ์ จะทำให้การทำความเข้าใจและใช้งานได้ง่ายขึ้น งานที่ออกมาก็ดูน่าสนใจ เป็นโปรแกรมที่เหมาะสมกับงานการคิดคำนวณได้หลากหลาย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมาก เช่น การฝากหรือการถอนเงิน การกู้เงิน การจัดทำบัญชีและงบการเงินการวิเคราะห์ทางการเงิน หรือวิจัยตลาดการคำนวณค่าทางสถิติที่ใช้ทำผลงานทางวิชาการการคำนวณคะแนน ผลการเรียน การแสดงยอดขายในแต่ละปี การเปรียบเทียบยอดขาย  การคำนวณภาษี  งบทางการเงิน เป็นต้น

6. ให้นักศึกษาบรรยายถึงระบบสารสนเทศโดยจำแนกตามระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันว่า มีอยู่กี่ระบบ มีลักษณะเป็นอย่างไร

ระบบสารสนเทศ ก็คือ ระบบของการจัดเก็บ ประมวลผลข้อมูล โดยอาศัยบุคคลและเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่เหมาะสมกับงานหรือภารกิจแต่ละอย่าง

1   ระบบการประมวลผลทางธุรกิจ (Transaction Processing System : TPS) ระบบการประมวลผล เป็นการประมวลผลแบบวันต่อวัน เช่น การรับจ่ายบิล ระบบควบคุมสินค้าคงคลัง ระบบการรับจ่าย สินค้า เป็นต้น ใช้งานในระดับผู้ปฏิบัติการ ระบบนี้ เป็นระบบสารสนเทศลำดับแรกที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ลักษณะเด่นของ TPS
ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สิ่งที่ องค์กรจะได้รับเมื่อใช้ระบบนี้ คือ  ลดจำนวนพนักงาน   องค์กรจะมีการบริการที่สะดวกรวดเร็ว    ลูกค้ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

2  ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information System : MIS) คือ ระบบที่เกี่ยวข้องกับผู้ บริหารที่ต้องการการประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้ประโยชน์มากกว่าการ ช่วยงานแบบวันต่อวัน ประกอบไปด้วยโปรแกรมต่าง ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อขยายขอบเขตความสามารถของธุรกิจ ลักษณะเด่นของ MIS 1  จะสนับสนุนการทำงานของระบบประมวลผลข้อมูลและการจัดเก็บ ข้อมูลรายวัน
2  
จะช่วย ให้ผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เรียกใช้ ข้อมูลที่เป็นโครงสร้างได้ตามเวลาที่ต้องการ
3
จะมีความยืดหยุ่นและสามารถรองรับความต้องการข้อมูลที่ เปลี่ยนแปลงไปขององค์กร
4
ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูล และจำกัดการ ใช้งานของบุคคลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น   

3  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System : DSS) คือระบบที่ทำหน้าที่จัดเตรียม สารสนเทศเพื่อช่วยในการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วย ในการตัดสินใจที่ไม่ได้คาดไว้ล่วงหน้า เช่น การตัดสิน ใจเกี่ยวกับการรวมบริษัทและการหาบริษัทร่วม การขยายโรงงาน ผลิตภัณฑ์ใหม่
ลักษณะเด่นของ DSS
1
จะช่วย ผู้บริหารในกระบวนการการตัดสินใจ                                                                                               
2
จะถูกออกแบบมาให้สามารถเรียกใช้ทั้งข้อมูลแบบ กึ่งโครงสร้างและแบบไม่มีโครงสร้าง                
3
จะต้อง สามารถสนับสนุนผู้ตัดสินใจได้ในทุกระดับ แต่จะเน้น ที่ระดับวางแผนบริหารและวางแผนยุทธศาสตร์                        
4
มีรูปแบบการใช้งานอเนกประสงค์ มีความ สามารถในการจำลองสถานการณ์ และมีเครื่องมือในการ วิเคราะห์สำหรับช่วยเหลือผู้ทำการตัดสินใจ

4  ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Information System : EIS) คือ EIS ประเภท พิเศษ ที่ถูกพัฒนาสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะช่วย ให้ผู้บริหารระดับสูงที่ไม่คุ้นเคยกับเครื่องคอมพิวเตอร์สามารถใช้ระบบ สารสนเทศได้ง่ายขึ้น โดยใช้เมาส์เลื่อนหรือจอภาพแบบ สัมผัส เพื่อเชื่อมโยงข่าวสารระหว่างกัน ทำให้ผู้ บริหารไม่ต้องจำคำสั่ง
ลักษณะเด่นของ EIS
1
ไม่จำเป็นต้องมีทักษะทางคอมพิวเตอร์สูง
2
ระบบสามารถใช้งานได้ง่าย
3
มีความยืดหยุ่นสูง จะต้องสามารถเข้ากันได้กับรูปแบบการทำงานของผู้บริหาร
4
การใช้งาน ใช้ในการตรวจสอบ ควบคุม
5
การสนับสนุนการตัดสินใจ ผู้บริหารระดับสูง ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน
6
การสนับสนุนข้อมูล ทั้งภายในและภายนอกองค์กร
7
ผลลัพธ์ที่แสดง ตัวอักษร ตาราง ภาพและเสียง รวมทั้งระบบมัลติมีเดีย
8
การใช้งานกราฟิกสูง จะใช้รูปแบบการนำเสนอต่าง ๆ
9
ความเร็วในการตอบสนอง จะต้องตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด

5    ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Artificial Intelligence/Expert System : AI/ES) หมายถึง ระบบที่ทำให้เครื่อง คอมพิวเตอร์กลายเป็นผู้ชำนาญการณ์ในสาขาใดสาขาหนึ่ง โดยได้รับ ความรู้จากมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้คอมพิวเตอร์ สามารถวิเคราะห์เหตุผล เพื่อตัดสินใจ ระบบคอมพิวเตอร์นี้ประกอบด้วย ฐานความรู้(Knowledge Base) และกฎข้อวินิจฉัย(Inference Rule) ซึ่งเป็นความ สามารถเฉพาะที่ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์สามารถตัดสินใจได้เอง เช่น การวินิจฉัย ความผิดพลาดของรถจักรดีเซลไฟฟ้า โดยใช้คอมพิวเตอร์

ลักษณะเด่นของ AI/ES
1
ป้องกันและรักษาความรู้ซึ่งอาจสูญหายไปขณะทำการเรียกข้อมูลหรือการยกเลิกการใช้ข้อมูล การใช้ข้อมูล ตลอดจนการสูญหาย เนื่องจากขาดการเก็บรักษาความรู้ อย่างเป็นระบบ และเป็นระเบียบ แบบแผน
2
ระบบผู้เชี่ยวชาญ Expert System จะจัดเตรียมข้อมูลให้อยู่ในลักษณะที่พร้อมสำหรับนำไปใช้งาน และมักจะถูกพัฒนาให้สามารถตอบสนอง ต่อปัญหาในทันทีที่เกิดความต้องการ
3
การออกแบบระบบผู้เชี่ยวชาญ Expert System มักจะคำนึงถึงการบันทึกความรู้ในแต่ละสาขาให้เพียงพอและเหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งจะทำให้ ระบบสามารถปฏิบัติงานแทนผู้เชี่ยวชาญ อย่างมีประสิทธิภาพ
4
ระบบผู้เชี่ยวชาญ Expert System จะสามารถตัดสินปัญหาอย่างแน่นอ น เนื่องจากระบบถูกพัฒนาให้สามารถปฏิบัติงานโดยปราศ จากผล กระทบ ทางร่างกายและอารมณ์ที่มีอยู่ในตัวมนุษย์เช่น ความเครียด ความเจ็บ ป่วย เป็นต้น
5
ระบบผู้เชี่ยวชาญ Expert System เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจ โดยเฉพาะองค์การสมัยใหม่ ( Modern Organization ) ที่ต้องการ สร้าง ความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น การวิเคราะห์และวางแผนการตลาด การลดต้นทุน การเพิ่มการผลิตภาพ เป็นต้น

By sarawutlapa

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s